> เปิดขุมทรัพย์ท็อปขายตรง

เปิดบัญชีเหล่าค่ายขายตรงระดับท็อปหลังปิดตลาดปีวัว แอมเวย์ยังคงผงาดครองแชมป์ รองลงมาเป็น มิสทิน, กิฟฟารีน ตามลำดับ เหล่าบริษัทหน้าใหม่ตบเท้าช่วยกันเขย่าวงการ ชี้แค่ 13 บริษัท จับกลุ่มฟันเงินเข้ากระเป๋าเฉียด 5 หมื่นล้าน
หลังจากต่อสู้ด้วยกลยุทธ์การตลาดมาหนึ่งปีเต็ม ในช่วงปีวัวที่ผ่านมา ถึงเวลาที่เหล่าบริษัทขายตรงน้อยใหญ่ต้องเปิดบัญชีรายรับมาอวดกันตามประสาคนรวย โดยดูเหมือนว่าท่ามกลาง เศรษฐกิจที่ซบเซาแต่วงการนี้กลับเฟื่องฟูแบบสวนกระแส แต่บริษัทใดจะสามารถเก็บเกี่ยวได้มากน้อยอย่างไร คงต้องดูกัน
> แอมเวย์ ครองแชมป์งดงาม
ยังคงเป็นบริษัทขายตรงเบอร์หนึ่ง เช่นเดิม สำหรับ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่สามารถปิดยอด ขายปี 52 ที่ผ่านมา ได้อย่างเป็นเอกฉันท์ ด้วยตัวเลข 1.37 หมื่นล้านบาท ซึ่งเมื่อ มองไปที่การคว้าแชมป์ของแอมเวย์นั้น เป็นเรื่องที่ไม่มีอะไรผิดคาดประการใด เนื่องจากบริษัทขายตรงยี่ห้อนี้ เป็นบริษัทที่ไร้คู่ชกที่จะต่อกรแบบสูสีมานาน
ด้วยความเป็นบริษัทที่มาจากประเทศมหาอำนาจ อย่างสหรัฐอเมริกา หรือเปล่าที่ทำให้แอมเวย์เป็นที่นิยมชมชอบของเหล่าผู้บริโภคชาวไทย แต่สิ่งที่เด่นชัดนั่นก็คือการวางกลยุทธ์การตลาดที่มักมีอะไรมานำเสนออยู่ตลอด โดยตลอดเวลาที่แอมเวย์เข้ามาสร้างฐานทัพในไทย บริษัทนี้ก็จะพยายามที่จะใช้สื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุ รวมถึงสื่อโทรทัศน์ ในการสร้างการรับรู้ให้เกิดขึ้นกับผู้บริโภคโดยตลอด นี่อาจเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ แอมเวย์ครองแชมป์ด้านยอดขายมาอย่างยาวนาน
การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในปีที่ผ่านมา อย่าง ARTISTRY ที่ได้ทำ การผุดผลิตภัณฑ์ ARTISTRY TIME DEFIANCE LIFTING EYE CREAM นวัตกรรมการลดเลือนริ้วรอย ผิวรอบดวงตา ที่บริษัทวางเป้ายอดขายทั้งปี 52 ไว้ที่ 80 ล้านบาท ซึ่งหากรวมกับผลิตภัณฑ์อื่นในหมวด ARTISTRY ก็จะดันยอดขายกลุ่มนี้ได้ถึง 3 พันล้านบาท
ไม่เพียงเท่านี้ แต่แอมเวย์ยังมีการ ฉลอง 75 ปี ผลิตภัณฑ์นิวทริไลท์ ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพ โดยได้ทำการจัดแถลงข่าว และ โหมโฆษณาตามช่องทางต่างๆ จนทำให้หมวดผลิตภัณฑ์นี้ เป็นอีกหนึ่งขุนพลสำคัญที่ดึงยอดขายของบริษัทขึ้น อย่าง เป็นประวัติการณ์
หากเทียบการเติบโตในปี 2551 แอมเวย์ปิดยอดขายอยู่เกือบ 1.1 หมื่น ล้านบาท ส่วนปี 2552 สามารถปิดยอด ได้ถึง 1.37 หมื่นล้านบาท หรือเทียบเป็นการเติบโตอยู่ที่ 17% และหากมองย้อนหลังไป บริษัทก็มียอดการขยาย ตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้หลายบริษัทที่ทำธุรกิจขายตรง รู้สึกเบื่อหน่ายกับการแข่งขันกับแชมป์ผู้นี้แล้วเหลือเกิน
> ดึงเพชราสร้างยอด เข้าป้ายเบอร์ 2
สร้างความฮือฮาไปทั่วสำหรับ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ มิสทิน ที่ทำการดึงนางเอกตลอดกาลอย่าง เพชรา เชาวราษฎร์ ซึ่งห่างหายจากวงการไปกว่า 30 ปี จากปัญหาทางสายตา ออกมาเล่นโฆษณาให้กับบริษัท ถึงแม้จะเป็นโฆษณาทางทีวีที่ค่อนข้างสั้นแต่มิสทินก็สามารถปลุกกระแสให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจบริษัทได้อย่างท่วมท้น
ไม่เพียงเท่านี้ ที่ทำให้มิสทินยืนหยัดอยู่บนแท่นอันดับสองของบริษัทขายตรงเมืองไทย ในเรื่องของยอดขาย แต่มิสทินยังเปลี่ยนกลยุทธ์จากเดิมที่มักโฆษณาผ่านสื่อเพื่อหาสมาชิกนักขาย มาเป็นโฆษณาสร้างแบรนด์รวมถึงการโฆษณาผลิตภัณฑ์ของบริษัท ด้วยการดึงดารานักแสดงผู้มีชื่อเสียงมาเป็นพรี-เซ็นเตอร์ให้กับบริษัท
โดยในปีที่ผ่านมา มิสทินปิดยอดขายอยู่ที่ 8.6 พันล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตอยู่ที่ 45% เมื่อเทียบกับปี 2551 ที่ปิดยอดขายอยู่ที่ 6 พันล้านบาท
ทั้งนี้ จากการเติบโตที่กล่าวมา ที่ทำให้มิสทินเข้าป้ายเป็นที่สองยังมีอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญ นั่นคือการออกแค็ตตาล็อกฟรายเดย์ ที่ทำให้การสั่งสินค้าของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างเป็นประวัติการณ์ เพราะผู้บริโภคมีความสะดวกในการสั่งซื้อสินค้ามากขึ้น
> กิฟฟารีน เชิดหน้า รับเหรียญทองแดง
บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ภายใต้การกุมบังเหียนของ ผู้บริหารหญิง ที่กวาดรางวัลนักบริหาร มาทั่วสารทิศอย่าง พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ สามารถปิดยอดขายปีที่ผ่านมาได้อยู่ที่ 4.6 พันล้านบาท วิ่งแตะเข้าเส้นเป็นอันดับสามได้อย่างน่าภาคภูมิ
เนื่องจากบริษัทนี้ เป็นบริษัทขายตรงสัญชาติไทย ซึ่งทำการลุยตลาดอย่าง หนักมาตั้งแต่ต้นปี โดยเน้นไปที่การสร้างแบรนด์ให้เป็นแบรนด์ขายตรงสำหรับ คนรุ่นใหม่ผู้ร้อนวิชา โดยในช่วงปลาย ปี 52 ยังได้จัดโครงการสร้างแบรนด์ กิฟฟารีน ที่เปิดโอกาสให้เหล่านักศึกษา ในรั้วมหาวิทยาลัย ได้ส่งผลงานการสร้าง แบรนด์ชิงเงินรางวัลหลักแสน ซึ่งเป็นกลยุทธ์การตลาดที่กิฟฟารีนพยายามดึงคนรุ่นใหม่เข้าระบบขายตรงมากขึ้น
จากอัตราการเติบโต 10% ตามที่กล่าวมาในส่วนของยอดขายเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2551 ที่ทำได้ 3.9 พันล้านบาทนั้น ส่วนหนึ่งต้องยกผลประโยชน์การสร้างแบรนด์ ที่เป็นปัจจัยดึงสมาชิกหน้าใหม่เข้ามาเสริมทัพได้อย่างเป็นปรากฏการณ์ ในช่วงสามเดือนสุดท้ายของปี ที่มีสมาชิกเกิดใหม่ถึง 1.8 แสนรหัส สิ่งนี้จึงเป็นสิ่งที่ดึงยอดขายให้กับบริษัทลูกหม้อไทย
> l4 บริษัทชิงท็อปไฟว์ ฝุ่นตลบ
ยังคงแรงอย่างต่อเนื่อง สำหรับ บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด ที่สามารถปิดตลาดปีโคได้ถึง 3.6 พันล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตอยู่ที่ 24% เมื่อเทียบกับปี 51 ที่ปิดตลาดที่ 2.8 พันล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากมายนักสำหรับขายตรงค่ายนี้
จากตัวเลขที่กล่าวมา ดันให้ซูเลียนกลายเป็นบริษัทอันดับที่สี่ในด้านยอดขาย ส่วนหนึ่งที่ทำให้ค่ายขายตรงนี้เข้ามายืนอยู่ที่อันดับสาม เพราะการเปิดตัวของเหล่าเอเจนซีที่มีกว่า 200 แห่งทั่วประเทศในปัจจุบัน และยังมีทีท่าที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต นี่เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ซูเลียนกลายเป็นยักษ์ตัวใหม่แห่งวงการ
ขยับมาที่อันดับ 5 ของปี 52 ก็เป็นของ บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ที่สามารถปิดยอดขายได้อยู่ที่ 2.6 พันล้านบาท เทียบอัตราการเติบโตอยู่ที่ 5% เมื่อเทียบกับปี 51 ที่ปิดได้อยู่ที่เกือบ 2.4 พันล้านบาท
ซึ่งเป็นการเติบโตที่ไม่มากนัก เนื่องจากปัญหาต่างที่รุมเร้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ และการเมือง จนทำให้การเติบโตเป็นไปไม่ได้ดั่งใจนัก แต่ก็ถือว่าเป็นการขยายตัวที่ยอมรับได้สำหรับผู้บริหาร เนื่องจากคาดคะเนก่อนหน้านี้ไว้แล้วว่า การเติบโตในปี 52 คงเป็นเรื่องที่ไม่ดีนัก แต่ก็พยายามที่จะสร้างยอดให้มากว่าปีที่ผ่านมา
ตามมาติดๆ กับบริษัทขายตรงข้ามชาติรายใหม่แห่งวงการ บริษัท ยูนิซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ที่สามารสร้างการเติบโตได้ถึง 200% คิดเป็นเงิน 2.5 พันล้านบาท โดยตัวเลขที่ปิดไว้ในปี 51 นั้นอยู่ที่ 820 ล้านบาท
ด้วยกลยุทธ์รวมถึงวิสัยทัศน์ ของเหล่าผู้นำที่ทำให้บริษัทนี้กระโดดแตะป้ายมาอยู่ที่อันดับ 6 ในปีที่ผ่านมา จนเริ่มส่งความสั่นสะเทือนไปทั่ววงการ ว่าคงมีปีใดที่ขายตรงแบรนด์นี้ จะสามารถกลายเป็นบริษัทที่ทำให้ยักษ์ใหญ่รายเก่าๆ ต้องตกแท่นเลยก็เป็นได้
อีกหนึ่งบริษัทที่กระโดดเข้าป้ายอย่างน่าตกตะลึงนั่นคือ บริษัท เอม สตาร์ เน็ทเวิร์ค จำกัด โดยในปี 2551 ทำยอดขายไว้ที่ 398 ล้านบาท แต่ในปี 52 ที่ผ่านมาสามารถทำยอดขายได้ถึง 2 พันล้านบาทคิดเป็นอัตราการเติบโตได้ถึง 400% ซึ่งเป็นการสั่นสะเทือนวงการได้อีกครั้งของบริษัทหน้าใหม่
> อีก 3 บริษัทยักษ์ใหญ่ ชูคอติด 1 ใน 10
บริษัท นีโอไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับการเป็นบริษัทขายตรง ขวัญใจมหาชน ที่สามารถสร้างอัตราการเติบโตได้ถึง 54% ปิดยอดขาย ปี 52 อยู่ที่ 1.85 พันล้านบาท โดยปี 2551 ปิดยอดไว้ที่ 215 ล้านบาท ซึ่งเป็นอัตราที่ค่อนข้างดี ท่ามกลางเศรษฐกิจที่แปรปรวน
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการรุกตลาดเข้าสื่อมากขึ้น ทั้งยังได้มีการจัดตั้ง “นีโอ ทีวี” ที่เป็นช่องทางการเข้าถึงเหล่าสมาชิก รวมถึงผู้บริโภคได้เป็นอย่างดีขึ้น โดยบริษัทพยายาม ที่จะโหมทำตลาดช่องทางนี้อย่างต่อเนื่อง จนเป็นปัจจัยที่ทำให้บริษัทเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
อันดับ 9 เป็นของ บริษัท แสงสุริยะฉัตร (2002) จำกัด หรือ ที่รู้จักกันทั่วในนามของ “หมอเส็ง” ที่ได้ทำการทุ่มทุนสร้างสำนักงานใหญ่แห่งใหม่กว่า 1 พันล้านบาท ซึ่งเป็นอาคารที่จะสร้างความครบวงจรให้เกิดขึ้นกับบริษัท ทั้งยังมีโรงงานในพื้นที่อีกด้วย
หมอเส็ง ขึ้นชื่อและเป็นที่รู้จักมานานในการเป็นบริษัทที่ผลิตและจำหน่าย ยาสมุนไพรต่างๆ อีกทั้งยังเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั่วไป จนดันยอดขายในปี 52 ให้ขึ้นไปแตะอยู่ที่ 1.8 พันล้านบาท เติบโตกว่าปี 51 ถึง 30% ซึ่งในปี 2551 มียอดขายอยู่ที่ 266 ล้านบาท
ส่วนอันดับสุดท้ายในตารางท็อปเท็นเป็นของ บริษัท ไลฟ์สไตล์ แปซิฟิค ริม (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จำหน่ายยาสมุนไพรแบรนด์อินทรา ที่สามารถปั่นยอดในปี 52 ได้อยู่ที่ 1.5 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตอยู่ที่ 50% เมื่อเทียบกับปี 2551 ที่ปิดยอดไว้ที่ 585 ล้านบาท
> จับตาบริษัทพันล้าน
นอกเหนือจาก 10 อันดับในเรื่องของยอดขายที่เหล่าบริษัทขายตรงทำได้ในปีที่ผ่านมา ยังมีอีก 3 บริษัทที่มียอดขายในระดับพันล้าน ทั้งยังเป็นบริษัทที่น่าจับตามองในปี 53 นี้ นั่นคือ บริษัท นูสกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ที่ปิดตลาดปี 52 ไว้ที่ 1.47 พันล้านบาทมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 15% จากปี 51 ที่ปิดไว้ที่ 1.14 พันล้านบาท รองลงมาคือบริษัทขายตรงยักษ์ใหญ่จอเก๋าอย่าง บริษัท จอย แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่เปลี่ยนชื่อจากเดิมคือ “เจริญโอสถ” โดยปิดตลาดปีวัวที่ 1.2 พันล้านบาท โต 15% เมื่อเทียบกับปี 51 ซึ่งเป็น ผลมาจากการเปิดศูนย์จำหน่ายสินค้า ของบริษัท ภายใต้ชื่อ “จอยมาร์ท” ที่ทำให้สินค้าของบริษัทเข้าถึงผู้บริโภค มากขึ้น
บริษัท เอเจล เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทขายตรงเชื้อสายสหรัฐอเมริกา จัดเป็นบริษัทน้องใหม่สำหรับขายตรงไทยที่เข้ามาปักธงรบในประเทศไทยยังไม่ถึง 2 ปีดีก็สามารถทำยอดขายในหลักพันล้านเป็นที่เรียบร้อย โดยปิดไว้ที่ 1.1 พันล้านบาทในปี 52 โตกว่าปี 51 ถึง 130% ที่ปิดอยู่ที่ 448 ล้านบาท
ทั้งนี้การขยายตัวของเหล่าบริษัทขายตรงดังที่กล่าวมา ส่วนหนึ่ง อาจเป็นเพราะการที่เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน จนส่งผลกระทบมาที่ประเทศ ไทย และทำให้คนตกงาน นำไปสู่การ หาธุรกิจที่มีรายได้แต่ไม่มีข้อจำกัดในการสมัครมากนัก จนทำให้ธุรกิจประเภทนี้ขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา
Tags:
artistry,
กิฟฟารีน,
ขายตรง,
ธุรกิจ,
มิสทิน,
รวย,
สุขภาพ,
เพชรา เชาวราษฎร์,
แอมเวย์,
โอกาส
Related posts